MBA

เรื่องราวของมาม่า

posted on 26 May 2009 16:41 by biz4teen in MBA

ความง่าย อร่อย และราคาถูก ทำให้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด  จนอาจจะพูดได้ว่า "ทุกวันนี้อาหารที่คนทั่วโลกรับประทานมากที่สุดคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าไหร่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีต้นกำเนิดมาจาก ประเทศญี่ปุ่น  โดยนาย  อันโด โมโมฟุกุ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท นิชชิน

วันที่ 25 สิงหาคม ปี 1958  ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นประสบกับปัญหาข้าวยากหมากแพง  ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องทานแต่อาหารที่ราคาถูกและสะดวกในการทำหรือหาทาน  ซึ่งก็คือ ราเมน

วันหนึ่งของฤดูหนาวในโอซาก้า  นาย อันโด ได้เห็นสภาพของชาวญี่ปุ่นที่ยืนเข้าแถวยาวเหยียด  เพียงเพื่อรอทานราเมนแค่ 1 ชาม เพื่อเป็นอาหารคลายหนาว  ทำให้นาย อันโด ได้พยายามคิดค้น ราเมนที่ สามารถทำทานเองที่บ้าน เก็บไว้ได้นาน และราคาถูก ขึ้นมา  จนในที่สุดก็ได้ "ชิกิ้นราเมน"(Chicken Ramen) ขึ้นมา

 
ภาพจาก  Amazon.com

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในตอนแรก ทำโดยนำเส้นราเมนที่ได้จากผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่(โทริคะระ)  ทอดในน้ำมันปาล์มเพื่อไล่ความชื้นออกไป  ทำให้เก็บไว้ได้นานและแค่เพียงเติมน้ำร้อน   เส้นก็จะคืนสภาพเดิมสามารถกินได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเติมเลย  เพราะว่าเส้นผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่แล้ว (ในตอนแรก ชิกิ้นราเมนมีราคาอยู่ที่ 35 เยน)

ในปัจุบัน ชิกิ้นราเมน ก็ยังเป็นรสที่ขายดี ที่ยังคงความอร่อยมาอยู่ถึงทุกวันนี้

ต่อ มา นาย อันโด ก็ได้ ก่อตั้งบริษัทนิชชินขึ้นมา  และได้พัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติและรูปแบบอื่นๆขึ้นมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น "คัพเมน" ที่ได้แนวคิดมาจากการทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนอเมริกา (ในตอนแรกนั้นภาชนะที่ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเป็น ชาม แต่เพียงอย่างเดียว)

สำหรับ คัพเมน(หรือคัพนู้ดเด้ล)นั้นยังมีเกร็ดที่มาของความนิยมอยู่  คือในตอนแรกนั้น ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก  จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การลักพาตัวประกันโดยกลุ่มต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่จังหวัดนากาโน่ 

ในเวลานั้นได้มีการถ่ายทอดสดตลอดเวลา ต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 10 วัน อีกทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ ญี่ปุ่น(90%)  และนอกจากภาพเหตุการณ์การลักพาตัวประกันแล้ว ยังมีภาพของคนที่กำลังทาน คัพนู้ดเด้ลในสถานที่เกิดเหตุด้วย (ปกติคนญี่ปุ่นจะทานข้างกล่องหรือ เบ็นโตะ แต่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นั้น เป็นช่วงอากาศหนาวเย็น ทำให้ข้าวกล่องแข็งจนทานไม่ได้)
คนญี่ปุ่นจึงได้รู้จัก คัพนู้ดเดิ้ล ในวงกว้าง และเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกจนเป็นอาหารที่คนทานมากที่สุดในโลก
(ถ้า จะย้อนประวัติของ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คงต้องย้อนไปถึง "โลเมียง" ซึ่งเป็นภาษาจีน ที่แปลว่า "บะหมี่ที่ต้มแล้ว" บะหมี่แบบจีนเป็นอาหารที่นิยมอย่างมากในเมืองซับโปโร  และพื้นที่อื่นของประเทศญี่ปุ่น)

 


สำหรับประเทศไทย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เข้ามาราวปี พ.ศ. 2514-2515  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อแรกในประเทศคือ "ซันวา"  ที่มีต้นแบบมาจากบะหมี่ญี่ปุ่นที่ต้องต้มก่อนทาน  ส่วน "มาม่า" เป็นยี่ห้อที่ 3-4 ของประเทศไทย หาใช่ ยี่ห้อแรกอย่างที่ใครๆเข้าใจกัน
" มาม่า" จัดเป็น "Generic Name" หรือชื่อสามัญที่คนไทยในปัจจุบันใช้เรียก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป   ซึ่งแสดงถึงPowerของยี่ห้อ มาม่าได้เป็นอย่างดี
(จากการสำรวจของบริษัท ซินโนเวต ในปี 2007 มาม่าเป็นตามสินค้าอันดับ 2 ที่ผู้บริโภคชาวไทยนึกถึง  ส่วนอันดัน 1 คือ โนเกีย)
ผู้ให้กำเนิดมาม่าคือ  บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) หรือ TF ซึ่งอยู่ใต้ร่มธงของเครือสหพัฒน์ 
(บริษัทไทยเพรซิเด้นท์ ฟูดส์ จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2515)
สาเหตุที่มาม่าได้รับความนิยมอย่างมากและต่อเนื่องนั้น

ถ้าวิเคราะห์ตามหลัก 4Ps คือ
1.Price ราคาที่ ถูก คือ 5 บาท โดยที่ทางสหพัฒฯได้เน้นที่ กลยุทธ์ Pricing เป็นอย่างมาก  ทำให้มาม่ามีราคาขายแค่ 5 บาท เป็นเวลานานถึง 10 ปี

2. Place มาม่ามีวางจำหน่ายทุกร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านโชห่วย ห้างสรรพสินค้า หรือแผงหาบเร่ อีกทั้งยังครอบคลุมทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ที่ยากจะเข้าถึง(หมู่บ้านบนเขาหรือเกาะกลางทะเล)

3. Product
มาม่ามีหลายรสชาติให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น รสหมูสับ ต้มยำ ฯลฯ และมาม่ามักจะเป็นผู้นำทางด้านการคิดค้นรสชาติใหม่ๆเสมอ

4. Promotion มาม่ามีโปรโมชั่นการขายสินค้าที่หลายหลากและต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ลด แลก แจก แถม ซึ่งเปลี่ยนสลับกันอย่างต่อเนื่องมาตลอด


 

นอกจาก นี้ มาม่า ยังใช้กลยุทธ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม(Value Added) ด้วยวิธีการนำเสนอในรูปแบบ ถ้วยและชาม ที่เน้นความสะดวกในการทาน  และยังสร้างภาพลักษณ์ให้กับยี่ห้อด้วยการ ออก แบบถ้วยกระดาษ ที่เน้นถึงความอนุรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

ปัจจุบัน คนไทยทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6 ล้านซองต่อวัน และเป็นการทานมาม่ามากกว่า 50%
จาก ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในยุคศตวรรษที่ 50 จนถึงปัจจุบัน และยังคงเป็นอาหารที่มีคนรับประทานในปริมาณต่อหน่วยต่อบุคคลมากที่สุด(ใน กลุ่มชนชั้นกลางและกลางล่าง) อีกทั้งยังเป็นอาหารที่มีทานแทบจะทุกชนชาติ  ทั้งๆที่ถือกำเนิดมาแค่ครึ่งศตวรรษ 

 "มาม่า" ของบริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด น่าจะจัดว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ไม่มี บะหมี่ยี่ห้อใด ในโลก ที่สามารถคิดค้นให้ได้รสชาติที่แตกต่างกัน มากกว่า 30 รส และ แจกทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท ฟรี ฟรี ให้กับผู้บริโภค เป็นประจำทุกปี นอกเหนือจากการแถม ตะเกียบ ในมาม่าคัพ

มาม่า นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ที่รู้จักกันดีในประเทศแล้ว ยังมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นิยมในต่างประเทศอีกด้วย เห็นได้จากยอดจำหน่าย มาม่า รสลาบเป็ด ในแถบชายแดนไทย-กัมพูชา และรสปลาร้าทรงเครื่อง ที่ขายดีมากในแขวงสุวรรณเขต ประเทศลาว

อะ สุจิ คารูอึ หัวหน้าแผนกวิจัย ของบริษัทโซนี่ เคยพูดว่า เขายึดถือการพัฒนาของ มาม่า เป็นต้นแบบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อิเลคโทรนิคทุกชนิดของโซนี่ เขารู้สึก ทึ่ง และศรัทธา ในความเป็นอัจฉริยะของเฮียเล้งผู้ริเริ่มผลิตมาม่าอย่างยิ่ง และได้พยามยามลอกเลียนแผนการตลาด ของมาม่า มาโดยตลอด

ครั้งหนึ่ง บริษัทโซนี่ เคยแถมซองเครื่องปรุง และ น้ำพริกเผา ไปในกล่องบรรจุเครื่องเล่นDVD รุ่น ปิ๊โต ปรากฎ ว่า ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นอย่างมาก ยอดจำหน่ายสูงกว่า รุ่นใด ใด ที่โซนี่เคยผลิต จนทำให้คู่แข่งสำคัญอย่าง Panasonic ต้องแก้เกมการตลาด ด้วยการแถม กระเทียมเจียวไปในกล่องบรรจุเครื่องรับโทรทัศน์ ลองดูบ้าง แต่ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก เพราะคนญี่ปุ่นไม่นิยมบริโภคกระเทียม

นักบิน อวกาศของสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง เคยขออณุญาตนำ มาม่า รสหมูสับติดตัวไปในการเดินทางสำรวจอวกาศกับยาน ชาเลนเจอร์ แต่ถูกคัดค้านจาก องค์การ นาซ่า เนื่องจากนักบินอีกคนหนึ่งในยานลำนั้น เป็นอิสลาม แพ้หมูอย่างรุนแรง ภายหลังจึงต้องเปลี่ยนเป็น รสเป็ดพะโล้ จากการทดลอง ต้มมาม่า ในบรรยากาศชั้น Maku ที่ไร้แรงโน้มถ่วงของโลก นักบินอวกาศ พบว่า เส้นบะหมี่จะเหนียวนุ่มเป็นพิเศษ แต่การรับประทาน จะลำบากเล็กน้อย เพราะเส้นมักจะกระเด็นเข้าตา และตะเกียบแต่ละข้าง จะลอยไป ลอยมา ไม่ค่อยอยู่เป็นคู่ (( ต่อมา องค์การ นาซ่า ได้คิดค้น Space Chopsticks หรือ ตะเกียบ อวกาศ เพื่อความสะดวกในการรับประทาน ของนักบิน )) ส่วนผลที่ว่า มาม่า ทำให้นักบินอวกาศท้องอืดหรือไม่ อย่างไร ?? นั้น ถูกปกปิด เพราะเป็นความลับของทางราชการ

นอกจากความมหัศจรรย์ระดับ โลก ของ มาม่า แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ มาม่า เป็นที่นิยมแพร่หลาย ก็คือ ความสะดวก ในการปรุงเป็นอาหาร เพราะสามารถพร้อมรับประทานได้ ในเวลาเพียง 3 นาที
และการต้ม มาม่า ยังถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งทีมีทั้งศิลปะชั้นสูง และปรัชญาลึกล้ำ อันสะท้อนถึแก่นแท้ของจิตใจแห่งมวลมนุษยชาติ อีกด้วย            ซึ่งจะได้นำมาเสนอ ในตอนต่อไป

พระคุณแม่ หนักเพี้ยง พสุธา
พระคุณมาม่า หนักกว่า ขุนเขา
สหพัฒน์ฯ ทำบะหมี่ ให้พวกเรา
อร่อยไม่เบา ขอให้เขา จงเจริญ...
 
รู้หรือไม่ว่า มาม่ารสโปรตีนไข่ รสซุปไก่ เป็นรสแรกๆที่มาม่าวางจำหน่ายก่อนหน้ารสต้มยำกุ้งอันโด่งดัง
 
 
 
 

edit @ 26 May 2009 16:52:10 by เถ้าแก่หนุ่ม

edit @ 26 May 2009 16:56:41 by เถ้าแก่หนุ่ม

เมื่อขงเบ้งสอนเล่าปี่เกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเวลา ... ถังแห่งกาลเวลา !!


 





เมื่อขงเบ้งสอนเล่าปี่เกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเวลา

 

ทุกวันทุกคนบนโลกใบนี้มีเวลาเท่าเทียมกันคือ 24 ชม. อย่างไรก็ดี มองจากแง่มุมของเศรษฐศาสตร์ เวลาของทุกคนมีคุณค่าไม่เท่ากัน การบริหารเวลาของแต่ละคนจึงหมายถึงความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความพ่ายแพ้

ค่า ของเวลาเกี่ยวข้องกับสมรรถภาพ ซึ่งในแง่ธุรกิจคือต้นทุน ฉะนั้นสถาบันศึกษาทุกแห่งที่สอนวิชาการบริหารธุรกิจจึงมีหลักสูตรเกี่ยวกับ การบริหารเวลา


ครั้งหนึ่ง เล่าปี่ ขอขงเบ้งให้แนะนำวิธีสร้างตนเป็นอภิมหาเศรษฐีแห่งดินแดน ขงเบ้ง ว่างานใหญ่เช่นนี้ต้องวางแผนและรู้จักบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

เล่าปี่ กล่าวว่า "ข้าฯ เห็นด้วยในหลักการแต่ทว่าข้าฯมีงานมากมายที่ต้องทำทุกวันจนเวียนเกล้าเวียน ศีรษะ ไม่เคยมีเวลาพอที่จะจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย"

ขงเบ้ง บอกให้ลูกน้องไปเตรียมก้อนหิน ก้อนกรวด ก้อนทราย และน้ำจำนวนหนึ่ง พร้อมถังเหล็กใหญ่หนึ่งใบ

เล่าปี่ถามด้วยความแปลกใจ "ท่านเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่ออะไร?"

ขงเบ้งยิ้มอย่างมีเลศนัย พร้อมกับตอบด้วยคำถามว่า "ท่านบริหารเวลาด้วยวิธีใด?"

เล่าปี่ตอบว่า "ข้าฯเคยคิดว่า ข้าฯมีเทคนิคที่ดีอยู่แล้ว คือใช้วิธีมอบหมาย ข้าฯมีผู้ช่วยอยู่รอบด้านตั้งแต่กวนอู เตียวหุย เจ้าหยุน ฯลฯ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ด้านต่างๆ แต่งานทั้งหลายก็ยังพันกันอีรุงตุงนัง ไม่สามารถปรับให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นได้ เดิมข้าฯคิดว่าคือแมลงวันไม่มีหัวอยู่ตัวเดียว แต่หลังการใช้ระบบมอบหมายงาน กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันบริษัทมีแมลงวันหัวขาดเป็นฝูง!!

ขงเบ้งฟังแล้วจึงเริ่มอธิบายว่า "เทคนิคการบริหารเวลาสามารถแบ่งเป็น สูง กลาง และต่ำ สามขั้น

ขั้นต่ำเน้นการใช้เศษกระดาษบันทึก

ขั้นกลาง เน้นการใช้แผนดำเนินงาน และตารางโปรแกรมประจำวันซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผน

ส่วน ขั้นสูง เน้นการจัดการโดยแบ่งแยกประเภทของหน้าที่การงานตามดีกรีความสำคัญของงาน เพื่อพิจารณาลำดับความเร่งด่วนในการจัดการงานดังกล่าว

ทั้งสามขั้นอันดับต่างมีเรื่องการมอบหมายงานเกี่ยวข้องอยู่ด้วยตามความต้องการของปริมาณและลักษณะเฉพาะของงานแต่ละชิ้น

 






เล่า ปี่สารภาพว่า "หากพิจารณาตามการแบ่งขั้นของเทคนิคการบริหารเวลาแล้ว ข้าฯยอมรับว่าวิธีของข้าฯอยู่ที่ขั้นต่ำ เพราะใช้แค่ส่งสลิปบันทึก ขงเบ้งชี้ไปที่ถังเหล็กกับกองวัสดุที่ผู้ช่วยได้เตรียมเสร็จไว้มุมห้องพร้อม กล่าวว่า

"คำตอบของการบริหารขั้นสูงอยู่ในถังเหล็กใบใหญ่นี้แหละ!

ความจุของถังนี้เปรียบเสมือนขีดความสามารถของคนๆ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง

ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน

ก้อนหินคือภาระที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

เม็ดทรายเปรียบได้กับภาระที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ

และน้ำคือหน้าที่ที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน"

(ยกตัวอย่างในปัจจุบัน


งานไม่เร่งด่วน แต่สำคัญ (ก้อนหิน)
-โครงการใหม่หรือการริเริ่มใหม่ (นวตกรรม)
-กฎระเบียบ
-การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
-การสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วน
-มาตรการในการป้องปราม


งานสำคัญและเร่งด่วน (ก้อนกรวด)
-วิกฤตการณ์
-ปัญหาที่ประชิดตัว
-งานที่มีกำหนดเวลาแน่นอน

งานเร่งด่วน แต่ ไม่สำคัญ (เม็ดทราย)
-รับรองแขกที่ได้ไม่รับเชิญ
-จัดการกับจดหมาย เอกสาร โทรศัพท์ทั่วไป
-ประชุมทั่วไป
-กิจกรรมทั่วไป ที่ไม่สำคัญ

งานไม่เร่งด่วน และ ไม่สำคัญ
-งานจุกจิกทั่วไปที่ทำไม่ทำก็ได้
-งานเลี้ยงสังสรรค์ทั่วไปที่ไม่จำเป็น
-กิจกรรรมที่น่าสนใจทั่วไป

"ปกติท่านเน้นงานประเภทใด?" ขงเบ้งถาม

"ก็ต้องเป็นประเภท "ก." เล่าปี่ตอบอย่างไม่ลังเล "แล้วงานประเภท ข. ล่ะ?" ขงเบ้งถามต่อไป
เล่าปี่ตอบว่า "ข้าฯตระหนักถึงความสำคัญของงานประเภท ข. แต่ก็ไม่มีเวลาพอที่สนใจมัน"

"เป็นอย่างนี้ใช่ไหม" ขงเบ้งถาม พราง

ใส่กรวดลงไปในถังเหล็กจนเต็มแล้วพยายามใส่ก้อนหินเข้าไปซึ่งใส่ไม่ได้
 


เล่าปี่ตอบว่า "ใช่!"

"และหากเปลี่ยนวิธีบรรจุใหม่ล่ะ?" ขงเบ้งถามต่อ พลางใส่ก้อนหินทีละก้อนเข้าไปในถังก่อนจนใส่ไม่ได้ แล้วจึงถามเล่าปี่อีกว่า "ตอนนี้ถังเหล็กเต็มแล้วจะใส่อะไรลงไปอีกไม่ได้ใช่ไหม?" ซึ่งเล่าปี่ตอบว่า "ใช่"

"จริงหรือ?" ขงเบ้งถามแล้วหยิบก้อนกรวดใส่เข้าไปข้างบนถังแล้วเขย่าให้ก้อนกรวดตกลงไปในถังจนหมด "บัดนี้ถังเหล็กใบนี้ใส่อะไรลงไปอีกได้หรือไม่?" ขงเบ้งพูดพรางเทเม็ดทรายลงไปอีกจนหมด

"แล้วทีนี้ละ? ใส่อะไรลงไปอีกได้ไหม?" ขงเบ้งถามต่อไป

แต่ก่อนที่เล่าปี่มีโอกาสตอบ ขงเบ้งก็ตักน้ำที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในถังเหล็กอีกจนหมด "ตอนนี้ท่านเข้าใจความหมายของการทดลองนี้แล้วหรือยัง?"

เล่าปี่ตอบว่า "เข้าใจแล้ว นี่คือสิ่งที่ท่านกล่าวถึงเมื่อสักครู่เกี่ยวกับการจัดการแบบแยกประเภท และเลือกการจัดการก่อนหลังใช่ไหม?"

ขงเบ้ง ตอบว่า "ใช่แล้ว การทดลองชี้ให้เห็นว่าหากถังเหล็กตั้งแต่แรกก็เติมเต็มไปด้วยก้อนกรวด ทราย และน้ำ ก็คงไม่มีโอกาสใส่ก้อนหินลงไปได้

แต่ ถ้าใส่ก้อนหินลงไปก่อนในถังยังมีเนื้อที่ที่จะใส่สิ่งอื่นๆ เข้าไปได้อีก ดังนั้น การบริหารเวลาที่ได้ผลต้องดูว่า อะไรคือก้อนหิน อะไรคือก้อนกรวด เม็ดทราย และน้ำ ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ต้องใส่ก้อนหินลงไปในถังเป็นอันดับแรก"

เล่าปี่ยังถามว่า "แล้วการวิเคราะห์แยกแยะเรื่องต่างๆ ออกเป็นสี่หมวดนี้มีผลอย่างไรล่ะ?"

ขงเบ้งตอบว่า "บุคคลจำพวกที่ว่าวุ่นอยู่กับเรื่องราวประเภทก้อนกรวด ย่อมมีความรู้สึกถูกเวลากดดันและวนเวียนอยู่ในแดนวิกฤตจนอ่อนล้า

พวกที่เน้นเรื่องประเภทเม็ดทรายจะขาดพลังสร้างสรรค์ ชอบฟังคำพูดเพราะหู คบคนแบบผิวเผิน

พวกที่นิยมเรื่องราวประเภทน้ำมักบกพร่องเรื่องสำนึกรับผิดชอบ แม้กระทั่งเรื่องสารทุกข์สุกดิบของตนเอง"

เล่าปี่ถามว่า "เป็นไปได้ไหมที่ว่าถ้าเน้นก้อนหินมากเกินไปจะมองข้ามก้อนกรวด เพราะก้อนกรวดมากับความเร่งด่วน?"

"ท่านทราบไหมว่าก้อนกรวดมาจากไหน? ก็มาจากก้อนหินที่แตกสลายไง!" ขงเบ้งตอบ


"คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประเภทก้อนหินจะมีก้อนกรวดน้อย คนที่เน้นก้อนกรวดก็จะมีก้อนกรวดเยอะตลอด"

ขงเบ้ง สอนต่อไปว่า "คนที่อิงเรื่องประเภทก้อนหินเป็นคนมีประสิทธิภาพ เพราะเขาจะเก่งในการวิเคราะห์สถานการณ์ เวลา และสิ่งแวดล้อม สามารถจับประเด็นหลักของปัญหา สามารถจัดการกับเรื่องเร่งด่วนและควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกินกว่าเหตุ กล้าฟันธงและใช้มาตรการป้องปราม บุคคลจำพวกนี้จะมีวิสัยทัศน์ มีอุดมการณ์ เคารพระเบียบ สามารถควบคุมตัวเอง ดำเนินชีวิตอย่างมีวินัย และสามารถทำงานชิ้นใหญ่ได้

เล่าปี่ชื่นชอบทฤษฎี "วัตถุในถัง" ของขงเบ้งเป็นอย่างมาก พร้อมกับสารภาพว่า "มาวันนี้ข้าฯถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า การต่อสู้ของข้าฯทำไมจึงยังลุ่มๆ ดอนๆ เพราะแม้ว่าข้าฯมีขุนพลเก่งๆ เช่น กวนอูและเตียวหุย แต่พวกเขาจะก้าวหน้าได้อย่างไรตราบใดที่คนที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างพวกเขาจมปลักอยู่กับเรื่องจิ๊บจ๊อย กับทำงานลักษณะ "เก็บเม็ดงาแต่ทิ้งแตงโม" (เจี่ยนเลอจือหมา ติวเลอซีกวา) ขืนดำเนินตามวิธีนี้ต่อไป ความพยายามของข้าฯที่จะเป็นอภิมหาเศรษฐีนัมเบอร์วันในแผ่นดินก็คงเป็นได้แค่ ความฝัน !"

 

 

ที่มา คอลัมน์ คลื่นความคิด  โดย สารสิน วีระผล  มติชนรายวัน วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9886

เกี่ยว กับผู้เขียน : เป็นดอกเตอร์ทางด้านประวัติศาสตร์และภาษาเอเชียตะวันออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์ วาร์ด และเคยรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ตำแหน่งสุดท้ายคือรองปลัดระทรวง

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q2/article2005april04p10.htm


http://www.bodin2.ac.th/web/9034/index.htm

edit @ 11 May 2009 16:45:05 by เถ้าแก่หนุ่ม