Psycology

อวดฉลาด vs แกล้งโง่

posted on 27 May 2009 23:12 by biz4teen in Psycology
การอวดฉลาด vs แกล้งโง่
 
อวดฉลาด
แสร้งโง่
อาศัยความรู้
ไม่พึ่งความรู้
ติดยึดในกรอบ
ไม่ยึดติดในกรอบ
ถึงไม่รู้ก็ไม่ยอมคนอื่น
ไม่รู็ก็ลองทำดู
ชอบขบคิดไตร่ตรอง
ไม่ขบคิดไตร่ตรอง
พูดมาก
ชอบปฏิบัติ
สมบูรณ์แบบนิยม
ลกพร่องเล็กน้อยก็ไม่เป้นไร
ขี้วิตก กลัวแพ้
สบายใจกล้าหาญ
ชอบวิจารณ์
ชอบฟัง
ดูแต่ข้อบกพร่อง
ชอบหาข้อดี
แพ้ไม่ได้
แพ้ได้
คิดเล็กคิดน้อย
คำนวณหยาบๆ
ละเอียดอ่อนมากเกินไป
กุมจุดสำคัญ
เกี่ยงงาน
ไม่เกี่ยงงาน
ศึกษาเฉพาะสิ่งที่ตนยอมรับ
ศึกษาจากทุกสิ่ง
ไม่สามารถผ่านการทดสอบ
สามารถผ่านการทดสอบ
ลุ่มหลงงมงาย
ไม่งมงาย
ไม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
ประยุกต์ไม่เป็น
ประยุกต์เป็น
สัมผัสที่หกไม่ปราดเปรียว
สัมผัสที่หกปราดเปรียว
ปรับตัวไม่เก่ง
ปรับตัวเก่ง
มักถูกทำร้าย
ไม่ค่อยถูกทำร้าย
โทษคนอื่น
ไม่บ่นโทษคนอื่น มักโทษตัวเองก่อน
เก็บกดเป็นทุกข์
ร่าเริงเบิกบาน
จู้จี้จุกจิกแบบผู้หญิง
ใจกว้างแบบผู้ชาย
ไม่รู้จักรักคนอื่น
รักผู้อื่น
พูดเล่นไม่เป็น
ชอบพูดเล่น
ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผู้หญิง
เป็นที่หลงใหลคลั่งไคล้ของผู้หญิง
ไม่รู้จักรักคนอื่น
รักคนอื่น
ไม่รู้จักดูแลคนอื่น
ชอบดูแลคนอื่น
ชอบคุยโวโอ้อวด
ชอบคุยโวสนุกๆ
ใจแคบ
ใจกว้าง
เพื่อนน้อย
เพื่อนมาก
รักเกลียดรุนแรง
รักเกลียดพอประมาณ
ชอบเอาชนะการโต้แย้ง
ไม่กลัวแพ้ในการโต้แย้ง
 
อ้างอิง
จากหนังสือ คนฉลาดแกล้งโง่
 



7 อุปนิสัย

posted on 25 May 2009 03:08 by biz4teen in Psycology



“7 อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง The 7 Habits of Highly Effective people” คือผลงานของ ดร.สตีเฟน โควีย์ บุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารไทมส์ ให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดคนหนึ่งของโลก งานเขียนชิ้นนี้ของเขานับเป็นหนังสือฮาวทูอีกเล่มที่ได้รับความนิยมสูง ตีพิมพ์เผยแพร่ไปแล้วทั่วโลกกว่า 38 ภาษา มียอดขายรวมกว่า 15 ล้านเล่ม อะไร?ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคนอ่านมากมายขนาดนั้น คำตอบน่าจะอยู่ที่เนื้อหาของหนังสือ

เพราะเมื่อได้อ่านแล้วจะพบว่า ไม่ใช่เพียงผู้บริหารหรือมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจพันล้าน ที่ ดร. โควีย์ ต้องการให้อ่าน แต่เป็นคนทุกคนที่ควรอ่านและเมื่ออ่านแล้วจะสามารถนำสารที่เขาถ่ายทอดไว้มา ใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ หากความเข้าใจมีมากพอ การเป็น “ผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง” ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากจนเกินไป


อุปนิสัย ทั้ง 7 ประกอบด้วย

1. ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (Be Proactive)

เวลาที่เราต้องการอะไร หรือต้องการจะเริ่มอะไรสักอย่าง จะต้องมีตัวกระตุ้น และตัวกระตุ้นจะทำให้เกิดการตอบสนอง ดังนั้น หากเราเป็นผู้เริ่มก่อน หรือเป็นตัวกระตุ้น การตอบสนองจะตามมา แต่การที่เราจะทำสิ่งใด ก็ควรอยู่ในขอบเขตที่ทุกคน สามารถยอมรับได้
(เช่น การไปเรียนที่มหาลัยด้วยตัวเอง เข้าทุกคลาสแม้จะไม่เช็คชื่อ เพราะเราเป็นผู้เริ่ม ผู้ตัดสินใจ)

2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the End in Mind)

 

การที่เราจะเริ่มต้น ก่อนอื่นมันมักจะมาจากสิ่งที่เราคิดในใจ หลักของ "เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ" นั้นคือการทำสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในจิตใจ และครั้งที่สอง คือการทำให้สิ่งที่เราคิดเป็นจริง แต่การที่เราจะทุ่มแค่แรงใจอย่างเดียวก็ไม่สามารถเกิดประสิทธิผลได้ มันอยู่กับว่าเราเทความพยายามไปในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และต้องมีศูนย์รวมในตนเองและเป็นการที่เราดำเนินชีวิต และตัดสินใจได้จากฐานความชัดเจนในเป้าหมายชีวิตของเรา สามารถปฏิเสธอย่างไม่รุ้สึกผิดหากสิ่งนั้นไม่ตรงเป้าประสงค์หลักของเรา

3. ทำตามลำดับความสำคัญ (Put First Things First.)

อุปนิสัยที่ 3 เป็นเหมือนภาคปฏิบัติของ อุปนิสัยที่ 1 และ 2 ซึ่งมีทั้ง การจัดการบริหารเวลา, รู้จักปฏิเสธ, ตารางเวลา เพื่อให้เราทำสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก่อน วิธีง่ายๆ ที่จะลองทำคือ เขียนรายชื่อสิ่งที่เราอยากทำ และ เราควรทำ ทำสัญญาลักษณ์แบ่งมันออกเป็น 3 ระดับ คือ สำคัญมากเร่งด่วน, สำคัญมากแต่ไม่เร่งด่วน, ไม่สำคัญมากแต่เร่งด่วน. และทำตามลำดับ สิ่งที่เป็นปัญหาคือเรามักจะถูกแทรกแซงความสนใจไปกับเรื่องที่เร่งด่วนแต่ อาจไม่สำคัญต่อเป้าหมายหลัก ส่วนเรื่องที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เป็นการช่วยทำให้เพิ่มศักยภาพต่อการบรรลุเป้าหมายเช่น การออกกำลังกาย ใช้เวลาเพื่อการทบทวนเนื้อหาวิชานั้นเราละเลยไป เชื่อว่าหากเราค้นว่า "สิ่งใดที่จะทำให้เป้าหมายสำเร็จได้ดีขึ้น ณ วันนี้" เราจะทำสิ่งนั้นได้ และจะชัดเจนในการจัดการสิ่งที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญต่อเป้าหมายเราได้

4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ (Think Win-Win)

จริงๆ แล้วมนุษย์มีกรอบความคิด 6 แบบที่กระทำต่อกัน หนึ่งในนั้นคือ การคิดแบบชนะ/ชนะ คือไม่มีผู้แพ้ เป็นข้อตกลงหรือการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรเสีย ก็ขึ้นอยู่กับสถาณการณ์แต่ละสถาณการณ์ ว่าควรใช้แบบอื่นหรือไม่ หากไม่สามารถหาข้อตกลงแบบ คุณก็ชนะ ฉันก็ชนะได้ ก็ตกลงว่า "จะไม่ตกลง" ณ ขณะนี้เพื่อลดสถานการณ์ที่ มีผู้หนึ่งผู้ใดต้องแพ้ จุดตั้งต้นคือต้องเห็นคุณค่าในตนเอง และเห็นความproactiveที่มีค่าของผู้อื่น (I'm Ok, You're Ok.)บทนี้เน้นการแก้ปัญหาโดยศาลควรเป็นทางเลือกท้ายสุดเพราะมีเพียง แพ้ หรือ ชนะ เท่านั้น
5. เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา (Seek First to Understand, Then to be Understood.)ก่อนบอกความต้องการหรือสิ่งที่เราคิดแล้วอยากให้ผู้อื่นยอมรับ เราต้องให้ความสำคัญและเข้าใจมุมมองของผู้อื่นต่อเรื่องนั้นๆอย่างลึกซึ้ง ก่อน ลดการปะทะกัน

 

6. ประสานพลังสร้างสิ่งใหม่ (Synergize)เกิดจากการยอมรับในคุณค่าของตนเอง และเข้าใจในความแตกต่างที่ผู้อื่นมีมุมมอง ลดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ซึ่งปิดกั้นความคิดดีๆของกลุ่มคนที่ อยู่ด้วยกัน มีเพียงความพยามในการเข้าใจในสิ่งที่ตอนแรกเหมือนจะไม่เห็นด้วยเท่านั้น

 

7. ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ (Sharpen the saw)

การกระทำตามอุปนิสัยว่ายากแล้ว แต่การกระทำซ้ำๆ ให้สม่ำเสมอนั้นยากยิ่งกว่า เราจึงควรทำซ้ำเสมอ เหมือนการลับเลื่อยให้แหลมคมตลอดเวลา มีการเติมพลังใจ เชื้อเพลิง แรงบันดาลใจเสมอๆ

 

Web อ้างอิง

http://www.franklincovey.com/

edit @ 25 May 2009 10:18:19 by เถ้าแก่หนุ่ม

จากหนังสือ วิธีชนะมิตร จูงใจคนของเดลล์ คาเนกี้

 

 

Part IV วิธีปฏิบัติ 9 ประการเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้อื่นโดยไม่บาดหมาง

1. เริ่มสนทนาด้วยคำพูดยกย่องสรรเสริญก่อน

2. จงอย่าเตือนผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาผิด

3. จงพูดถึงความผิดพลาดของท่านก่อนจะตำหนิติเตียนผู้อื่น

4. จงขอความเห็นแทนที่จะออกคำสั่งตรงๆ

5. จงกู้หน้าอีกฝ่ายหนึ่ง

6. จงยกย่องสรรเสริญผู้อื่นแม้เขาได้ทำสิ่งใดๆเพียงขึ้นเล็กน้อย หรือดียิ่งขึ้น

7. จงอุปโลกน์ผู้อื่นในสิ่งที่ดีงามเพื่อเขาจะไดเป็นไปตามนั้น

8. จงใช้การสนับสนุนกำลังใจจงทำให้ความผิดซึ่งท่านต้องการแก้ไข ดูเป็นของง่ายที่จะแก้ไข

9. จงทำให้ผู้อื่นมีความสุขที่จะกระทำในสิ่งที่ท่านเสนอแนะแก่เขา

 

edit @ 24 May 2009 17:07:16 by เถ้าแก่หนุ่ม